ภาคจบ : The return of the ปลิง!

posted on 19 Oct 2008 23:45 by shallowboy in Lets-Travel, Yokoso-Japan

(ช้าไปวันนึงนะ เนือ่งจากว่าเมือวานกลับมาเพลียมาก เลยนอนก่อนแล้วค่อยมาทำวันนี้ - กลัวเรียนไม่รู้เรื่อง)

***********(คำนำภาคจบ)***********

แล้วนี่ก็เป็นตอนสุดท้ายของซีรี่ ไตรภาคของ The Lord of the ปลิง ฉบับลาภปากไอ้คุณบอย ณ ญี่ปุ่น

ตอนนี้ความรู้สึกที่กำลังจะลำดับเรื่องราวและเขียนออกมาเนี่ย ประมานว่า เออ เนอะ เหมือนดูหนังโรงไตรภาคจริงๆนะเนี่ย ที่มันจะแบบว่า

ภาคแรกมันจะแบบงงๆ ว่าไอ้นี่ใคร ยังงัย เรื่องราวมันเป็นมายังงัย อารมย์แบบประมานว่าเรากำลัง warm up ก่อนออกกำลังอ่ะ(น่าๆเบื่อนิดๆ) แล้วพอกำลังจะน่าติดตาม มันก็จะบอกให้ไปดูต่อภาคสองอ่ะ เฮ้อออ เซ็งงงง แต่เราก็ตามดูมันต่อ....

พอมาภาคที่สองเนี่ย มันก็จะประมานว่า เครื่องร้อนละ มีอะไรใส่ให้หมด บู๊ล้างผลาญ เลิศหรู อลังการ จุดไคลแมกซ์ของหนังมักจะอยู่ที่ภาคเนี้ยหละ (ประมานเหตุการสำคัญต่างๆ มักจะเกิดในภาคนี้แหละ) สนุกค่อดๆ (น่ากินค่อดๆ อิอิ) แล้วมันก็จะจบ แล้วมันก็จะทำให้เรารู้สึกประมานว่า เฮ้ยอยากดูภาคสามเร็วๆอ่ะ ต้องมันแน่ๆๆ....

แต่ในความเป็นจริง(ที่บอยรู้สึกนะ-ทั้งเรื่องที่กำลังเล่าอยู่นี้และเวลาดูหนัง) ภาคสามมันจะประมานว่า หักมุมบ้าง โลกกลับสู่ความสงบสุขบ้าง ไม่ค่อยมีอะไรนัก ออกแนวว่าเป็นบทสรุปของทั้งเรื่อง สันติๆๆๆ หมดละเลิกบู๊ ศัตรูตายง่ายเกินอะไรที่ประมานว่าเนิบๆ ไม่หวือหวา ไม่ดาวล้านดวงละ เซ็งๆนิดๆเหมือนตอนเริ่มต้นเรื่อง (ตอนนี้ประมานว่ากำลัง Cool Down)

ไม่น่าเชื่อว่ามันรู้สึกประมานนี้จริงๆอ่ะ - อืมมม หรือว่ามันเป็นสัจธรรมของโลกเนี่ย....

ก็ลองอ่านดูละกันว่ามันเป็นเหมือนที่บอยบอกรึเปล่า....

*****************************************************************

 

วันนี้ก็ตื่นนอน(แบบไม่ค่อยอยาก)ประมานเกือบ 8 โมงเช้า ทำธุระต่างๆอย่างรวดเร็วแล้วก็พร้อมออกเดินทางไปที่รร.ของพวกตั่วอี๊ ตามเวลานัดประมาน 9 โมงเช้า

พอไปถึงเราก็ออกมาเดินแถวๆสถานีรถไฟที่ใกล้ๆ พักตั่วอี๊ ที่มีร้านประมานว่า แมคโครญี่ปุ่น (ชื่อ Takeya) 

ที่นี่มีของขายเยอะมาก แยกเป็นตึกๆ ตึกนึงมีหก-เจ็ดชั้นแล้วมันจะแยกเป็นแบบว่าตึกนี้เป็นของผู้หญิง ทั้งตึกก็จะเป็นของผู้หญิงหมดเลย เช่นชั้นบนมีพวกแบรนด์เนมของผู้หญิง ชั้นถัดลงมาก็เป็นน้ำหอม ชั้นต่อมาก็เสื้อหนาว เสื้อใน โฮ้ยยยของมีทุกชั้น (พอดีโดนตั่วอี๊ลากมาดูของด้วย)(เค้าบอกว่าบอยวิจารย์ได้ดี ช่วยได้มากในการตัดสินใจซื้อของ อืมมม นี่แหละด้านผู้หญิงของบอย)(นายห้างก็ไปตึกของผู้ชายที่มีไม้กอฟขาย)

แล้วเราก็นัดกันไปเจอที่ตึกที่ขายของกิน(ประมานซูเปอร์มาเก็ตอ่ะ) บอยก็เลยได้แหล่งซื้อเสบียงใหม่ เพราะราคามันค่อนข้างถูกกว่าทั่วไปพอสมควร ถ้ามาซื้อหลายๆอย่างก็น่าจะประหยัดไปได้พอสมควร

หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปที่ Shibuya กันต่อ (เพราะตั่วอี๊และต่ายอยากซื้อของอีก)

Shibuya มันจะประมานย่านสยาม ประตูน้ำเมืองไทยอ่ะ วัยรุ่นและของขายพวกวัยรุ่นจะเยอะ แต่ที่นี่ก็ราคาแรงใช้ได้(เพื่อนบอยที่อยู่ที่นี่บอกว่า แถบเนี๊ยไม่แพงแล้ว ถ้าเอาถูกกว่านี้ก็กลับไปซื้อเมืองไทยดีกว่า หรือถ้าจะซื้อก็เอาเป็นแบรนด์ดีกว่า)(เสื้อยืดธรรมดา 1 ตัวก็ 2,000 - 3,000 เยนแล้ว แพงว่ะ)

สรุป ก็ไม่ได้อะไรเพราะซื้อไม่ลง........

ก็เลยไปกินข้าวกัน (จริงตอนแรกเค้าอยากไปกินซูชิจานเวียน ที่อยู่บนสายพาน แต่หาไม่เจอ เลยมาลงที่ร้านนี้แทน)(แบบมั่วๆ) 

ก็เป็นราเมงธรรมดานี่แหละ แต่แยกน้ำมา และมีไข่ลวกให้มาใส่ด้วย

อันนี้เค้าสี่คนสั่งสามอย่างมาแบ่งกันกิน

Photobucket

อันนี้ของบอย (ซุปรสเนย)

Photobucket

ตอกไข่ลวกใส่ก่อนกิน (รวมๆก็อร่อยดีครับ)

Photobucket

 

แล้วเราก็นั่งรถไฟไปย่านกินซ่ากันต่อ(นายห้างอยากไปดูตึก ดูห้าง)(แต่ตั่วอี๊ไม่อยาก เกือบ.......เกือบมีปัญหาในครอบครัว)(ฮา)

แล้ว(ในที่สุด)ก็ไปเจอเพื่อนต่ายที่นั่น(จนได้)

(ต้องขอเผาเจ้ากระต่ายงงๆตัวนี้หน่อย - ตอนที่เราอยู่ที่ Shibuya, she ก็บอกว่าจะนัดเพือ่นมาเจอที่นี่ ก็รอๆๆ แล้วเพื่อนต่ายก็โทรมาว่าถึงแล้วแต่หาไม่เจอ ให้ไปเจอที่ไหน แล้วก็ด้วยความมั่นใจ she ก็บอกมาเจอตรงนี้นะ หน้าห้างนี้มีป้ายนี้เรารออยู่ตรงนี้ บอยยืนฟังอยู่ก็บอกว่า เนี่ยนัดแบบนี้มันหายาก บอยบอกให้ดีกว่า she ก็คงแบบไม่ได้ฟังบอยก็เลยคุยไปเรื่อย บอยก็อืมมม หรือกรูเสือกมากไปวะ เออตามใจ...แล้วอีกซัก 10 - 15 นาทีเพื่อนต่ายก็โทรมาว่าไอ้ป้ายหรือห้างที่บอกเนี่ยอยู่ไหน หาไม่เจอ (กระต่ายตัวนี้ที่งงๆอยู่แล้วก็ยิ่งงงเข้าไปอีก)(บอยไม่กล้ายุ่ง) แล้วซักพัก she ก็เดินมาถามว่าเนี่ย บอกเพื่อนเค้าให้หน่อยว่าเราอยู่ไหน(จะบ้าตาย ทำไมเพิ่งคิดได้ฟระ)(เพื่อนต่ายเป็นคนญี่ปุ่นที่พูดอังกิดได้ดี บอยเลยคุยรู้เรื่อง)(ก็บอกเค้าว่าเนี่ยเราอยู่ใกล้สถานีนี้นะ เดินออกทางออกนี้ ทางนี้ ตรงแยกชื่อนี้นะ)

สรุป

หนูกระต่ายบอกเค้าผิด จากตรงที่เราอยู่เนี่ยคือสถานี Shibuya แต่ที่ she บอกเค้าให้ไปรอเนี่ยคือที่สถานี  Shinjuku ก็ห่างกันไปประมาน 2-3 สถานี บอยก็เลยสรุปไปเลย ว่าให้ไปเจอที่สถานีกินซ่าที่เรากำลังจะไปเลยดีกว่า แล้วให้เค้า(ที่บอยคิดว่าน่าจะไปถึงก่อน)บอกมาว่าไปเจอที่ประตูทางออกทางไหน

พอมาถึงกินซ่าแล้วก็เดินเข้าห้างเรื่อยเปื่อย(เหมือนป๊าเลย นายห้างเดินไปชั้นใต้ดินหาของกินทันที)(บอยก็อยาก แต่โดน God-Mother ดึงตัวไว้ ให้พาเดิน)(ขาดความอบอุ่นนะเนี่ย)(อิอิ)

ก็แน่นอนขนาดนอกห้างยังไม่ได้ของ ในห้างก็หมดสิทธิ์แน่นอน.....

แล้วก็แวะร้าน Apple ซื้อ ไอ้-ป้อด (Chroma Nano 8 GB ตัวใหม่) ให้ตั้มและ ของตั่วอี๊เองที่เป็นรุ่น Shuffle (กลัวลูกที่ไม่มาไม่ได้ของ น่ารักนะเนี่ย)

(อยู่กับตั่วอี๊นี่เหมือนกับอยู่กับม๊าเลยนะเนี่ย ขึ้นลงกระไดก็เกาะหลังเกาะมือตลอด มีความคึกตลอดเวลา ยิ้มเก่งคุยเก่ง งงๆเก่ง แล้วก็เหมือนอยู่ในช่วงเจริญวัยของเด็กอ่ะ (ที่มันชอบโฆษณาขายนมเด็กอ่ะ) มีการเรียนรู้และอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา - มิน่าล่ะเค้าว่าเด็กนี่เลี้ยงยาก เลี้ยงแล้วเหนื่อย (ฮา)

แล้วเราก็มาจบกันที่ร้านนี้ครับ

มื้อเย็นวันนี้คืออาหารเกาหลีจ้า

Photobucket

เพื่อนต่าย(ที่บอยพยายามไปขอเกาะเป็นเพื่อนด้วย)(อายุเท่าต่าย)(ญี่ปุ่นทั้งคู่)

Photobucket

โอววววว ดูดี

Photobucket

พร้อมมมมมมม (บอยกับตั่วอี๊แข่งกันถ่ายรูป)(เจ๊เค้าเห่อกล้องใหม่ที่ได้มา)

Photobucket

กิมจิและข้าวปั้นหน้าเนื้อดิบ(อร่อยดี หวานนุ่ม ไม่คาว)

Photobucket

โอววว หมูย่างเกาหลี (ไม่ใช่แบบบุฟเฟ่เมืองไทยนะคร้าบบบ ดูลายมันซะก่อน)

Photobucket

ย่างเข้าปายยย

Photobucket

เต้าหู้ราดซอสเหมือนที่มันหมักกิมจิอ่ะ - อร่อยดี

Photobucket

 พระเอกของเรา ..... เนื้อคาลบี้แผ่นยักษ์ ...... นุ่มหอมมันมาก

Photobucket

 ดูใกล้ๆๆๆดิ เต็มตะแกรงเลย สีน่ากินป่ะ

Photobucket

พอเริ่มสุกก็ค่อยมาตัดแบ่งกัน (มีสองเตา)(สั่งมาสองแผ่น)

Photobucket

แล้วก็ซีฟู้ดนิสหน่อย- หอยเชลยักษ์และขาปูยักษ์

Photobucket

ถ้ามีน้ำจิ้มซีฟู้ดจะยิ่งเด็ด แต่นี่ก็เยี่ยมแล้วล่ะ ซักคำมะ?

Photobucket

แล้วก็ต่อด้วยของหวาน

อันนี้ของ God-Mother เป็น ไอติมวานิลลา ข้างใต้มีมันบดที่เอาไปอบนิดๆอยู่ข้างล่าง กินรวมกันแล้วอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ...

Photobucket

ของบอยเป็น Mango Pudding จ้า - นี่ก็อร่อย

Photobucket

แล้วก็เก็บเงินเช็คบิล(อาหารอร่อยดีนะ บอยว่าอร่อยกว่าร้านเกาหลีในไทยและร้านที่เกาหลีที่เราไปมาอีก....อาจเพราะวัตถุดิบเค้าสดและดีมากๆๆด้วยนะ บอยว่า) 

แต่พอตอนจะเดินออกจากร้านก็มีพ่อครัวมายืนส่ง ก็ไม่ได้คิดอะไร พอดีตอนกำลังจะเดินออกเค้าก็บอก "ขอบคุณครับ"

บอยก็แบบว่าเอ๊ะ ถ้าเค้าเป็นคนญี่ปุ่นก็พูดไทยชัดมาก หรือเค้าเป็นคนไทยวะ ก็เลยหันไปถามว่า "นี่พี่คนไทยป่าวครับ?" เค้าก็บอกว่าใช่

สรุป

พี่เค้าเป็นหัวหน้ากุ๊กอยู่ที่นี่ (คนไทย แต่หัวหน้ากุ๊ก ร้านเกาหลี???) ได้เมียที่นี่ ก็เลยทำงานอยู่นี่เลย (สามารถนะเนี่ย) มีลูกแล้ว  1 คน อายุขวบกว่า 

ก็คุย ทักทายกัน พอพี่เค้ารู้ว่าบอยมาเรียนอยู่ที่นี่ เค้าก็เลยชวนมาทำงานพิเศษ ให้เบอร์โทรมือถือมาเรียบร้อย โอวว....นี่แหละคนไทยไม่ทิ้งกัน (แต่บอกเค้าไปแล้วว่า ตอนนี้คงยังไม่ทำเพราะภาษาอ่อนแออยู่ อยากเรียนก่อน มาทำงานอยู่นี่สงสัยได้คุยกับพี่แกทั้งวัน ฮ่าๆ) 

แล้วเราก็แยกย้ายกันกลับ (พรุ่งนี้บอยค่อยไปเอาของที่รร.ตั่วอี๊ วันนี้ไปไม่ได้ละ รถไฟจะหมด)

(มื้อนี้นายห้างอารมย์ดี สงสัยเพราะกรึ๊ปสาเกเยอะ (บอยชิมละ) อาหารอร่อยถูกใจ (เข้ามามั่วๆ ไม่มีลายแทง) และมันน่าจะเพราะว่ามันถูกกว่าเมื่อวานมากกกกกกกกกกกก (ฮ่าๆๆ)

(มื้อเย็นที่ไปกินกันเมือวาน ที่มีเนื้ออย่างหรูและ Abalone Steak เนี่ย ราคาแค่ 120,000 เยนเองงง.....)

(ประมาน สี่หมื่นบาทไทย.......เจี๊ยก!!!!!) 

 

กลับมาพร้อมซอสหอยนางรมที่เราถวิลหาจากร้าน Takeya  (300-400 เยนประมานเนี๊ย) 

Photobucket

แล้วมหากาพ ไตรภาค(3 วัน)ของการดูดและเกาะแหรกในครั้งนี้ก็จบลงจนได้(หมดเวรหมดกรรมของเค้าละ)

ก็สนุก อิ่มอร่อย และประทับใจ

ได้ไปที่ที่ไม่เคยไป ได้กินอาหารที่ที่ไม่เคยกิน(และมิบังอาจลอง) ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ (คนญี่ปุ่นพูดอังกิดได้ดีๆในญี่ปุ่น นี่หายากมากนะเนี่ย เลยต้องพยายามเกาะไว้)

ก็เหมือนที่บอก

มันอาจจะจบแบบไม่ค่อยหรูเลิศ อลังการ แต่ประทับใจและน่าจดจำไปอีกนาน......

จบจ้า

 

ปล.

วันนี้ไปเอาของที่ตั่วอี๊ฝากไว้ที่รร.หลังเลิกเรียนแล้ว แต่ตอนนี้ง่วงมาก+พรุ่งนี้ต้องรีบตื่นไปเจออาม่าที่หนามบินอีก ไว้จะมาอัพพรุ่งนี้รวบยอดเลยละกันนะ

 

Comment

Comment:

Tweet

sad smile sad smile

#2 By (125.26.25.221) on 2008-11-21 09:07

โห น่าอิจฉาเกินไปแล้วอะ...

อยากกินโคตร

แพงมากด้วย ชิ

ไม่มีของฝากเลยนะแก

#1 By momoocha on 2008-10-21 00:26